วันอังคารที่ 9 กันยายน พ.ศ. 2557

ทฤษฎีหลักสูตร (Curriculum Theory) ครั้งที่ 3

                               สาระความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
   ทฤษฎีหลักสูตร (Curriculum Theory)  ครั้งที่ 3

ทฤษฎีหลักสูตร (Curriculum Theory)
ทฤษฏีหลักสูตรเป็นการศึกษาที่นักพัฒนาหลักสูตรพยายามพัฒนาหลักสูตรเป็น ศาสตร์” (Science) มากขึ้น โดยเน้นถึงความเป็นระบบ เป็นขั้นตอน  และสามารถพิสูจน์หรือทำนายได้  แทนที่จะดำเนินการอย่างไม่มีหลักหรือกฎเกณฑ์ที่เชื่อถือได้แต่อย่างไร
            ทฤษฎีหลักสูตร คือ มวลประสบการณ์ที่ผู้เรียนพึงได้รับ เพื่อให้พวกเขาได้ลงมือปฏิบัติหรือสัมผัสจับต้องสิ่งต่างๆ ซึ่งจะนำไปสู่การสร้างความรู้เกี่ยวกับสิ่งนั้น ทฤษฎีหลักสูตรในกลุ่มนี้จึงเน้นไปที่การจัดกิจกรรมและประสบการณ์อันหลากหลายให้แก่ผู้เรียน ซึ่งจะเห็นได้ว่ามีความแตกต่างจากทฤษฎีหลักสูตรในยุคแรกเป็นอย่างมาก
ขอบข่ายของทฤษฎีหลักสูตร
1. รากฐานในการวางหลักสูตร
         •                  รากฐานทางด้านจิตวิทยา
         •                  รากฐานทางปรัชญา
         •                  รากฐานทางด้านสังคม
2. หลักการและวิธีการในการวางหลักสูตร
         •                  หลักและวิธีการในการกำหนดความมุ่งหมายของหลักสูตร
         •                  หลักในการเลือกวิชาเพื่อบรรจุลงในหลักสูตร
         •                  หลักในการกำหนดลำดับขั้นของเนื้อหาวิชา
         •                  หลักในการแบ่งเวลาการเรียนการสอนของแต่ละวิชา
        •                   วิธีการในการวางหลักสูตร
     ทฤษฏีหลักสูตร  หมายถึง ข้อความที่อธิบายความหมายของหลักสูตร โดยชี้ให้เห็นถึงความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบต่างๆชี้นำแนวทางการพัฒนาใช้และการประเมินผล หลักสูตรประกอบกัน แมคเซีย (Maccia ) ได้สร้าง     ทฤษฎีหลักสูตรขึ้น 4 ทฤษฏี
   1. ทฤษฎีแม่บท ( Formal Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีหลักที่กล่าวถึงหลักการกฎเกณฑ์ทั่วๆไปตลอดถึงโครงสร้างของหลักสูตร
   2. ทฤษฎีเนื้อหา ( Curriculum Reality Theory ) เป็นทฤษฎีเกี่ยวกับเนื้อหาและกล่าวถึงความสัมพันธ์ขององค์ประกอบต่างๆ
   3. ทฤษฎีจุดประสงค์ ( Volitional Curriculum Theory ) เป็นทฤษฎีที่กล่าวถึงวัตถุประสงค์หรือความมุ่งหมายของหลักสูตร และกล่าวถึงว่าวัตถุประสงค์นั้นได้มาอย่างไร
   4. วัตถุประสงค์ที่ตั้งไว้อย่างไร
       
     ในการสร้างทฤษฎีหลักสูตร เคอร์ (Kerr) กล่าวว่ามีวิธีการสร้างอยู่ 2 วิธีด้วยกัน คือ วิธีอนุมาน ( Deductive Approach )และวิธีอุปมาน
   1. วิธีอนุมาน เป็นวิธีที่อาศัยความรู้จากศาสตร์อื่นมารวมกันเพื่อสร้างทฤษฎีขึ้นใช้วิธีการนำเอาสิ่งกับสมมติฐานและกฎเกณฑ์ในศาสตร์อื่นมา แล้วนำเอาศัพท์ทางการศึกษาใช้แทนลงไป เช่น ทฤษฎีแมคเซีย เป็นต้น
   2. วิธีอุปมาน เป็นการรวมเอาทฤษฎีนี้บ้างมาผสมกันอาศัยข้อมูลที่สังเกตได้เป็นเครื่องชี้นำต่อไปก็ตั้งสมมติฐานและกฎเกณฑ์ที่จำเป็นในการสร้างและพัฒนาหลักสูตรขึ้น


         ความหมายต่างๆของหลักสูตร การวางแผนพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยความเชื่อและทฤษฎีต่างๆทางการศึกษา ซึ่งมีนักการศึกษาได้กำหนดไว้หลายแนวดังนี้
   1. หลักสูตรเป็นวิชาและเนื้อหาวิชา ผู้มองหลักสูตรในแนวนี้คือ ผู้ที่ยึดลัทธิสัจนิยม ( Perennialism ) และสาระนิยม
( Essentialism ) ตลอดจนผู้ที่ถือว่าการศึกษาคือการฝึกวินัยทางจิต ( Mental Discipline ) ซึ่งเห็นว่าหลักสูตรในโรงเรียนควรประกอบด้วยวิชาที่สำคัญที่จะธำรงไว้ซึ่งคุณลักษณะแห่งความเป็นมนุษย์และเป็นการฝึกสมองเช่น วิชาที่ยากๆโดยเฉพาะการศึกษาโครงสร้างของวิชาต่างๆ ที่จัดเป็นหมวดหมู่อย่างชัดเจนเช่น โครงสร้างของวิชาคณิตศาสตร์เป็นตรรกศาสตร์โดยเฉพาะการหาเหตุผลแบบอนุมาน ข้อสังเกตสำหรับการกำหนดหลักสูตรในแนวนี้คือ ไม่ได้ให้ความสนใจและความสำคัญในผู้เรียน (ซึ่งองค์ประกอบสำคัญในการพัฒนาหลักสูตร)
   2. หลักสูตรเป็นประสบการณ์ ยึดลัทธิก้าวหน้านิยม (Progressivism) โดยเชื่อว่าวัฒนธรรมคือ สิ่งแวดล้อมของสังคม คนจะต้องยอมรับสภาพของสังคม และปรับสภาพของสังคมให้ดีขึ้น จึงยึดหลักนักเรียนเป็นศูนย์กลางโดยดูความสนใจของผู้เรียนเป็นหลักในการสอนและการจัดประสบการณ์ให้เขา หลักสูตรจึงหมายถึงประสบการณ์ทั้งมวลที่นักเรียนจะพึ่งได้รับภายใต้การนำของครู
   3. หลักสูตรเป็นจุดประสงค์ ถือว่าการสอนเป็นหนทางอย่างหนึ่งที่จะนำไปสู่จุดประสงค์ที่กำหนด
   4. หลักสูตรเป็นแผนการ หลักสูตรคือแผนการที่จะนำไปสู่การเรียนรู้ เป็นสิ่งที่เกิดจากความตั้งใจและคาดการณ์ไว้ล่วงหน้า โดยเพ่งเล็งไปที่จุดมุ่งหมายของการศึกษา รวมถึงการจัดวางหลักสูตรไปใช้ในด้านการปฏิบัติคือ การสอนและการประเมินผลหลักสูตรเพื่อให้เหมาะสมกับสภาพท้องถิ่น
   5. หลักสูตรเป็นระบบการผลิต มองการให้การศึกษาเช่นเดียวกับระบบการผลิตสินค้าโดยคำนึงถึงทุนที่ได้ลงไปกับผลที่ตามออกมา จึงพยายามทำหลักสูตรให้เป็นรูปธรรมมากที่สุดเช่น เขียนในรูปจุดประสงค์เชิงพฤติกรรม มีการวิเคราะห์งาน วิเคราะห์กิจกรรม ดังเช่น หลักสูตรระดับมัธยมศึกษา พ.ศ.2521
แหล่งที่มา: http://curriculum-by-sunsanee.blogspot.com/2013/03/curriculum-theory.html
http://gamoback.blogspot.com/2010/08/4.html

ทฤษฎีหลักสูตรของ Beauchamp Curriculum Theory ครั้งที่ 2

     
                          สาระความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
                                     ทฤษฎีหลักสูตรของ Beauchamp  ครั้งที่ 2
ความหมายของหลักสูตร
              Beauchamp George (1981:67) ให้ความหมายว่า หลักสูตร หมายถึง แผน ซึ่งประกอบด้วยประสบการณ์การเรียนรู้สำหรับผู้เรียนในโรงเรียน
ทฤษฎีหลักสูตรในทัศนะของโบแชมพ์ ( George A. Beauchamp ) วิธีการพัฒนาทฤษฎีหลักสูตรของโบแชมพ์ มุ่งใช้วิธีการทางวิทยาศาสตร์มาใช้ในการสร้างทฤษฎี สำหรับตัวทฤษฎีมุ่งเฉพาะสาระสำคัญที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรโดยตรง ซึ่งได้แก่การกำหนดองค์ประกอบต่างๆที่เกี่ยวข้องกับหลักสูตรตั้งแต่เริ่มต้นของการจัดทำหลักสูตรจนถึงการประเมินผล หลักสูตรอันเป็นการทำงานที่ครบวงจร
องค์ประกอบของหลักสูตร
       Beauchamp George (1981) กล่าวว่า องค์ประกอบหลักสูตรมี 4 ส่วน คือ
·       ขอบข่ายเนื้อหา
·       เป้าหมายหรือวัตถุประสงค์เฉพาะ
·       การวางแผนการใช้หลักสูตร
·       การพิจารณาตัดสิน
           โบแชมพ์ กล่าวว่าทฤษฎีมีพื้นฐานมาจากความรู้ 3 สาขา: (1) มนุษยศาสตร์ (2) วิทยาศาสตร์ธรรมชาติและ (3) สังคมศาสตร์ สิ่งเหล่านี้ก่อให้เกิดขอบเขตของความรู้พื้นฐาน
ทฤษฎีหลักสูตรมี 2 ประเภท คือ ทฤษฎีการออกแบบหลักสูตรและทฤษฎีวิศวกรรมหลักสูตร
    1. ทฤษฎีการออกแบบหลักสูตร (Curriculum design) การจัดส่วนประกอบหรือองค์ประกอบของหลักสูตร ได้แก่

                            
2. ทฤษฎีวิศวกรรมหลักสูตร(Curriculum engineering) อธิบาย ทำนาย หรือแม้กระทั่งแนะนำกิจกรรมการพัฒนาหลักสูตรมีความเกี่ยวข้องกับแผนเฉพาะ หลักการและ / หรือวิธีการ หรือขั้นตอน นอกจากนี้ทฤษฎีทางวิศวกรรมหลักสูตรยังมีพื้นฐานมาจากหลักการวัดและสถิติ

แหล่งที่มา: http://curriculum-by-nareeyah.blogspot.com/p/curriculum-theory.html 
https://www.facebook.com/CurriculumDesignBySu/posts/461276923987687
http://curriculum-by-sunsanee.blogspot.com/2013/03/curriculum-theory.html
www.thapra.lib.su.ac.th/objects/thesis/fulltext/snamcn/.../fulltext.pdf

วันจันทร์ที่ 1 กันยายน พ.ศ. 2557

พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร ครั้งที่ 1

สาระความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร ครั้งที่ 1
การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานในการพัฒนาที่สำคัญซึ่งพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นจริงในการพัฒนาหลักสูตรนั้นประกอบด้วยพื้นฐาน ด้านคือ พื้นฐานด้านปรัชญา พื้นฐานด้านจิตวิทยา พื้นฐานด้านสังคมและ   พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี

1.พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านปรัชญา
        คำว่า " ปรัชญา " ตามพจนานุกรม ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และหลักแห่งความจริง
เป้าหมายในการศึกษาของปรัชญา คือ การครอบคลุมความรู้และความจริงในทุกศาสตร์และในทุกสาขาความรู้ของมนุษย์ รวมทั้งชีวิตประจำวันของตนด้วย ผลจากการศึกษาของปรัชญาก็สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้ ผู้รอบรู้ด้านปรัชญามักขนานนามว่า นักปรัชญา ปราชญ์ หรือ นักปราชญ์ 

โลกแห่งการศึกษาประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่  K = ด้านความรู้ (Knowledge),  L = ด้านผู้เรียน (Learner), S = ด้านสังคม (Social) โดยในแต่ละด้านหลักจะกำกับด้วยปรัชญาที่ใช้เป็นหลักยึดในการจัดการศึกษาต่างๆ ดังนี้

 

                 ด้านความรู้ (K)  กำกับด้วยปรัชญาทางการศึกษา 2 ปรัชญา คือ
  -        ปรัชญาสารัตถนิยมหรือสาระนิยม(Essentialism) การจัดการศึกษาตามแนวคิดมีลักษณะเป็นการถ่ายทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมของสังคมเพราะเห็นว่า สิ่งที่นำมาสอนนั้น ดีงาม ถูกต้อง และกลั่นกรองมาดีแล้ว เนื้อหาวิชาที่นำมาสอนจะเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีชีวิตที่ดี 
 -      ปรัชญานิรันตรนิยม (Parennialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า สิ่งที่มีความคงทนถาวร ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ การจัดการศึกษาจึงควรให้เรียนในสิ่งที่ดีงาม มั่นคง มีเสถียรภาพ เนื้อหาวิชาที่เรียนจะเป็นวิชาที่พัฒนาเชาวน์ปัญญาและจิตใจ เช่น วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี   
ด้านผู้เรียน (L)
    -   ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้ การตัดสินใจ สอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีเสรีภาพในการเรียน และเลือกเรียนมีความรับผิดชอบในตนเอง ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทาง
ด้านสังคม (S)
     -   ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) เน้นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมให้ดี รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นผู้เรียนต้องหาประสบการณ์ด้วยตนเองให้มากจะเห็นว่าพื้นฐานทางด้านปรัชญามีความสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรมาก ดังนั้นการจะพัฒนาหลักสูตรไปในทิศทางใดย่อมขึ้นอยู่กับปรัชญาที่ยึดถือ เพราะแนวคิดทางปรัชญาเป็นเครื่องช่วยกำหนดจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง และแนวปฏิบัติของหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น
สรุป ปรัชญาการศึกษา
·       ปรัชญาสารนิยม หรือสารัตถนิยม (Essentialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่า การศึกษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ความจริงทางธรรมชาติ
·       ปรัชญานิรันตรนิยม (Perenialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่าโลกนี้มีบางสิ่งที่มีคุณค่าถาวร ไม่เปลี่ยนแปลง ที่เราควรอนุรักษ์และถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป
·       ปรัชญาอัตถิภาวนิยม  (Existentialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อในความมีอยู่เป็นอยู่ของมนุษย์ มนุษย์แต่ละคนจะต้องกำหนดหรือแสวงหาสาระสำคัญ (essence) ด้วยตนเอง
·       ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่า การปฏิรูปสังคม เป็นหน้าที่ของสมาชิกของคนในสังคมทุกคน และการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้

2. พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านจิตวิทยา
คำว่า จิตวิทยา (Psychology)” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต) , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
          ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม (Behaviorist theory) มีความเชื่อว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อ  พฤติกรรมของมนุษย์นั้นน่าจะมาจากสิ่งเร้าใน สภาพแวดล้อม นั่นคือ ถ้าครูสามารถจัดสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะสามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
          ข้อมูลพื้นฐานทางจิตวิทยาเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษาวิเคราะห์ หรืออาศัยนักจิตวิทยาให้ข้อมูลที่จำเป็นและถูกต้องไปใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดทำหลักสูตร ในประเด็น การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร คาบเรียน เกณฑ์อายุมาตรฐานการเข้าเรียน การจัดเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้
              ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มความรู้นิยมหรือปัญญานิยม (Cognitivist theory) นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมให้ความสนใจในการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา (cognitive structure) ที่มีผลต่อความจำ การรับรู้และการแก้ปัญหาของบุคคล การกระทำต่าง ๆ ของบุคคลนั้นเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นเองไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไข 
                ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanist theory) หรือกลุ่มแรงจูงใจ (motivationtheory)
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่ยอมรับว่าการเรียนรู้เกิดจากการกำหนดเงื่อนไขและกลไกต่าง ๆ แต่เขาให้ความสนใจในลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคลโดยเน้นสิ่งที่เรียกว่าตัวตน (self) ตลอดจนความมีอิสรภาพการที่ บุคคลได้มีโอกาสเลือก การกำหนด้วยตนเอง (self determinism) ตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้จะเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลาง
                       ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มสรรค์สร้างนิยม(Constructivism  theory)  เป็นปรัชญาการศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง ซึ่งความรู้นี้จะฝังติดอยู่กับคนสร้าง ดังนั้นความรู้ของแต่ละคนเป็นความรู้เฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ตนสร้างขึ้นเองเท่านั้น  โดยนักเรียนจะเป็นผู้กำหนดหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งที่จะเรียนและวิธีการเรียนของตนเอง  และเป็นผู้ตัดสินว่าตนเองจะได้เรียนรู้อะไร  เรียนรู้อย่างไรและพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองอย่างไร  สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในบริบทอื่นได้อย่างเหมาะสม  เรียนรู้จากการปฏิบัติมีอิสระในการคิดและทำสิ่งต่างๆเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง  และเรียนรู้บรรยากาศการเรียนที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน  ภายใต้การอำนวยความสะดวกของครู

3.  พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านสังคม
Alvin Toffler มีแนวคิดว่า โลกกำลังสิ้นสุดยุคอุตสาหกรรมและเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้ โดยได้ลำดับพัฒนาการสังคมมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น ซึ่งแต่ละขั้นก็จะมีเหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องมาจากยุคเดิม เหมือนกับ วัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เขาจึงได้ใช้คำว่า "คลื่น" เพราะมันหมายถึง ความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่และมันจะจางหายไปโดยมีระลอกใหม่เกิดมาแทนที่
คลื่นลูกที่ 1 ยุคเกษตรกรรม มีลักษณะคือ จากมนุษย์เร่ร่อน ก็เริ่มลงหลักปักฐาน "สร้างสมความรู้ด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์" เพื่อยังชีพ มีที่ดินเป็น "ฐานการผลิต" ผลิตตามความจำเป็นของชุมชน (เอาไว้ใช้เอง) จึงทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะกระจาย ทำของใครของมัน
คลื่นลูกที่ 2 ยุคอุตสาหกรรม ได้แพร่หลายเพราะประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ องค์ความรู้ใหม่ๆได้เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก อันเนื่องมาจากการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ การตลาด การค้า การขนส่ง และยังมีองค์ความรู้ในด้านสังคมศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น รัฐศาสตร์ พาณิชย์ศาสตร์ รวมไปถึงการพัฒนาแนวคิดของระบบทุนนิยมและสังคมนิยมที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอีกด้วย
คลื่นลูกที่ 3 ยุคเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นมากและรวดเร็ว ประกอบกับความพยายามในการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันเพื่อการสื่อสารกัน กลายเป็นระบบเครือข่าย (network system) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์องค์ความรู้ในแขนงอื่นๆ และองค์ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง
คลื่นลูกที่ 4 ยุคนวัตกรรม ภายใต้ระบบทุนนิยมและระบบการค้าเสรี ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างสูง และความรู้ที่จะนำมาใช้ในการทำงานและการพัฒนาธุรกิจมีอยู่ทั่วไป ซึ่งผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เดิมจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้ และทำให้เกิดการปกป้องนวัตกรรมของตนเองโดยการจดสิทธิบัตรหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า หรือลิขสิทธิ์ เพื่อให้นวัตกรรมที่ตนคิดค้นขึ้นมานั้นได้รับการคุ้มครอง และสินค้าหรือบริการที่จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน ต้องลอกเลียนแบบได้ยาก
คลื่นลูกที่ 5 ยุคทรัพย์สินทางปัญญา เป็นยุคที่การพัฒนาจะวัดจาก "ปริมาณทรัพย์สินทางปัญญา" และนอกจากนี้จะต้องมีการสนับสนุนการทำงานของ knowledge worker เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรมนุษย์แต่ละคน รวมไปถึงต้องมีความพยายามในการจัดการให้องค์ความรู้ที่จำเป็นอยู่กับองค์กรให้ได้มีการจัดระเบียบความรู้ (ทุนทางปัญญา) ต้องมีสมรรถภาพในการจัดเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์ จัดหมวดหมู่และค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการใช้งานสร้างองค์กรและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้เตรียมปัจจัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้ เน้นความรู้เกี่ยวกับ ทุนลูกค้า ทุนมนุษย์ และทุนโครงสร้าง เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับพนักงาน รวมไปถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาสินค้าและบริการ

4.พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
      

              ในระยะหลังมาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้หลักสูตรและการศึกษามี ความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว หลักสูตรในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องเป็นหลักสูตรที่ช่วยให้ผู้เรียนมีศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงจะต้องนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วย


แหล่งที่มา:  http://onjariya.blogspot.com/2013/03/4.html  http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8D% E0%B8%B2   
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=458052