สาระความรู้เรื่องการพัฒนาหลักสูตรและการจัดการเรียนรู้
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร ครั้งที่ 1
พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตร ครั้งที่ 1
การพัฒนาหลักสูตรจำเป็นต้องอาศัยพื้นฐานในการพัฒนาที่สำคัญซึ่งพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นจริงในการพัฒนาหลักสูตรนั้นประกอบด้วยพื้นฐาน 4 ด้านคือ พื้นฐานด้านปรัชญา พื้นฐานด้านจิตวิทยา พื้นฐานด้านสังคมและ พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
1.พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านปรัชญา
คำว่า " ปรัชญา " ตามพจนานุกรม
ฉบับราชบัณฑิตยสถาน แปลว่า วิชาว่าด้วยหลักแห่งความรู้และหลักแห่งความจริง
เป้าหมายในการศึกษาของปรัชญา คือ
การครอบคลุมความรู้และความจริงในทุกศาสตร์และในทุกสาขาความรู้ของมนุษย์
รวมทั้งชีวิตประจำวันของตนด้วย ผลจากการศึกษาของปรัชญาก็สามารถนำไปใช้อ้างอิงได้
ผู้รอบรู้ด้านปรัชญามักขนานนามว่า นักปรัชญา ปราชญ์ หรือ นักปราชญ์
โลกแห่งการศึกษาประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ได้แก่ K = ด้านความรู้ (Knowledge), L = ด้านผู้เรียน (Learner),
S = ด้านสังคม (Social) โดยในแต่ละด้านหลักจะกำกับด้วยปรัชญาที่ใช้เป็นหลักยึดในการจัดการศึกษาต่างๆ
ดังนี้
ด้านความรู้ (K) กำกับด้วยปรัชญาทางการศึกษา 2 ปรัชญา คือ
- ปรัชญาสารัตถนิยมหรือสาระนิยม(Essentialism) การจัดการศึกษาตามแนวคิดมีลักษณะเป็นการถ่ายทอด และอนุรักษ์วัฒนธรรมของสังคมเพราะเห็นว่า
สิ่งที่นำมาสอนนั้น ดีงาม ถูกต้อง และกลั่นกรองมาดีแล้ว
เนื้อหาวิชาที่นำมาสอนจะเป็นการเตรียมผู้เรียนให้มีชีวิตที่ดี
- ปรัชญานิรันตรนิยม (Parennialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า สิ่งที่มีความคงทนถาวร ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ การจัดการศึกษาจึงควรให้เรียนในสิ่งที่ดีงาม มั่นคง มีเสถียรภาพ เนื้อหาวิชาที่เรียนจะเป็นวิชาที่พัฒนาเชาวน์ปัญญาและจิตใจ เช่น วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี
ด้านผู้เรียน (L)
- ปรัชญานิรันตรนิยม (Parennialism) ปรัชญานี้มีความเชื่อว่า สิ่งที่มีความคงทนถาวร ย่อมเป็นสิ่งที่ดีงามเป็นจริงมากกว่าสิ่งที่เปลี่ยนแปลงได้ การจัดการศึกษาจึงควรให้เรียนในสิ่งที่ดีงาม มั่นคง มีเสถียรภาพ เนื้อหาวิชาที่เรียนจะเป็นวิชาที่พัฒนาเชาวน์ปัญญาและจิตใจ เช่น วิทยาศาสตร์ ตรรกศาสตร์ ภาษาศาสตร์ วรรณคดี
ด้านผู้เรียน (L)
- ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism) ให้ผู้เรียนมีอิสระในการเรียนรู้
การตัดสินใจ สอนให้เด็กเป็นตัวของตัวเอง มีเสรีภาพในการเรียน
และเลือกเรียนมีความรับผิดชอบในตนเอง ครูผู้สอนเป็นเพียงผู้ชี้แนะแนวทาง
ด้านสังคม (S)
ด้านสังคม (S)
- ปรัชญาปฏิรูปนิยม (Reconstructionism) เน้นการจัดการศึกษาเพื่อสร้างสังคมให้ดี
รู้จักการอยู่ร่วมกันในสังคม ช่วยแก้ปัญหาต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นในสังคม
ส่งเสริมความเป็นประชาธิปไตย ดังนั้นผู้เรียนต้องหาประสบการณ์ด้วยตนเองให้มากจะเห็นว่าพื้นฐานทางด้านปรัชญามีความสำคัญต่อการพัฒนาหลักสูตรมาก
ดังนั้นการจะพัฒนาหลักสูตรไปในทิศทางใดย่อมขึ้นอยู่กับปรัชญาที่ยึดถือ
เพราะแนวคิดทางปรัชญาเป็นเครื่องช่วยกำหนดจุดหมาย หลักการ โครงสร้าง
และแนวปฏิบัติของหลักสูตรให้ชัดเจนขึ้น
สรุป ปรัชญาการศึกษา
· ปรัชญาสารนิยม
หรือสารัตถนิยม (Essentialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่า
การศึกษาเป็นเครื่องมือในการถ่ายทอดความรู้ความจริงทางธรรมชาติ
· ปรัชญานิรันตรนิยม (Perenialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่าโลกนี้มีบางสิ่งที่มีคุณค่าถาวร
ไม่เปลี่ยนแปลง ที่เราควรอนุรักษ์และถ่ายทอดให้คนรุ่นหลังต่อไป
· ปรัชญาอัตถิภาวนิยม (Existentialism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อในความมีอยู่เป็นอยู่ของมนุษย์
มนุษย์แต่ละคนจะต้องกำหนดหรือแสวงหาสาระสำคัญ (essence) ด้วยตนเอง
· ปรัชญาปฏิรูปนิยม
(Reconstructionism)
เป็นปรัชญาที่เชื่อว่า
การปฏิรูปสังคม เป็นหน้าที่ของสมาชิกของคนในสังคมทุกคน และการศึกษาเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงในสังคมได้
2. พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านจิตวิทยา
2. พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านจิตวิทยา
คำว่า
“จิตวิทยา (Psychology)” คือ ศาสตร์ที่ว่าด้วยการศึกษาเกี่ยวกับจิตใจ (กระบวนการของจิต) , กระบวนความคิด, และพฤติกรรม
ของมนุษย์ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มพฤติกรรมนิยม
(Behaviorist theory) มีความเชื่อว่าปัจจัยหลักที่มีผลต่อ พฤติกรรมของมนุษย์นั้นน่าจะมาจากสิ่งเร้าใน สภาพแวดล้อม นั่นคือ
ถ้าครูสามารถจัดสิ่งเร้าในสภาพแวดล้อมได้อย่างเหมาะสมแล้วก็จะสามารถทำให้เด็กเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ข้อมูลพื้นฐานทางจิตวิทยาเป็นข้อมูลพื้นฐานที่สำคัญและจำเป็นที่นักพัฒนาหลักสูตรจะต้องศึกษาวิเคราะห์
หรืออาศัยนักจิตวิทยาให้ข้อมูลที่จำเป็นและถูกต้องไปใช้ประกอบการพิจารณาในการจัดทำหลักสูตร
ในประเด็น การกำหนดจุดมุ่งหมายหลักสูตร คาบเรียน เกณฑ์อายุมาตรฐานการเข้าเรียน
การจัดเนื้อหาและประสบการณ์การเรียนรู้
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มความรู้นิยมหรือปัญญานิยม (Cognitivist theory) นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมให้ความสนใจในการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา (cognitive structure) ที่มีผลต่อความจำ การรับรู้และการแก้ปัญหาของบุคคล การกระทำต่าง ๆ ของบุคคลนั้นเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นเองไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไข
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanist theory) หรือกลุ่มแรงจูงใจ (motivationtheory)
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มความรู้นิยมหรือปัญญานิยม (Cognitivist theory) นักจิตวิทยากลุ่มปัญญานิยมให้ความสนใจในการศึกษาปัจจัยภายในตัวบุคคลที่เรียกว่าโครงสร้างทางปัญญา (cognitive structure) ที่มีผลต่อความจำ การรับรู้และการแก้ปัญหาของบุคคล การกระทำต่าง ๆ ของบุคคลนั้นเกิดขึ้นจากตัวบุคคลนั้นเองไม่ใช่เกิดจากเงื่อนไข
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มมนุษยนิยม (Humanist theory) หรือกลุ่มแรงจูงใจ (motivationtheory)
นักจิตวิทยากลุ่มนี้ไม่ยอมรับว่าการเรียนรู้เกิดจากการกำหนดเงื่อนไขและกลไกต่าง
ๆ
แต่เขาให้ความสนใจในลักษณะเฉพาะซึ่งเป็นลักษณะของปัจเจกบุคคลโดยเน้นสิ่งที่เรียกว่าตัวตน
(self) ตลอดจนความมีอิสรภาพการที่ บุคคลได้มีโอกาสเลือก
การกำหนด้วยตนเอง (self determinism) ตามแนวคิดของนักจิตวิทยากลุ่มนี้จะเน้นที่เด็กเป็นศูนย์กลาง
ทฤษฎีการเรียนรู้กลุ่มสรรค์สร้างนิยม(Constructivism theory) เป็นปรัชญาการศึกษาที่ตั้งอยู่บนฐานความเชื่อที่ว่าผู้เรียนสามารถสร้างความรู้ได้ด้วยตนเอง
ซึ่งความรู้นี้จะฝังติดอยู่กับคนสร้าง ดังนั้นความรู้ของแต่ละคนเป็นความรู้เฉพาะตัวเป็นสิ่งที่ตนสร้างขึ้นเองเท่านั้น โดยนักเรียนจะเป็นผู้กำหนดหรือมีส่วนร่วมในการกำหนดสิ่งที่จะเรียนและวิธีการเรียนของตนเอง
และเป็นผู้ตัดสินว่าตนเองจะได้เรียนรู้อะไร
เรียนรู้อย่างไรและพัฒนาการเรียนรู้ของตนเองอย่างไร สามารถนำสิ่งที่เรียนรู้ไปใช้ในบริบทอื่นได้อย่างเหมาะสม
เรียนรู้จากการปฏิบัติมีอิสระในการคิดและทำสิ่งต่างๆเกี่ยวกับเรื่องที่เรียนด้วยตนเอง
และเรียนรู้บรรยากาศการเรียนที่มีการช่วยเหลือซึ่งกันและกัน ภายใต้การอำนวยความสะดวกของครู

3. พื้นฐานการพัฒนาหลักสูตรด้านสังคม
Alvin Toffler มีแนวคิดว่า
โลกกำลังสิ้นสุดยุคอุตสาหกรรมและเข้าสู่สังคมข้อมูลข่าวสารและสังคมแห่งความรู้
โดยได้ลำดับพัฒนาการสังคมมนุษย์ออกเป็น 5 ขั้น
ซึ่งแต่ละขั้นก็จะมีเหตุปัจจัยแห่งการเปลี่ยนแปลงที่สืบเนื่องมาจากยุคเดิม
เหมือนกับ วัฏจักรการเปลี่ยนแปลงของสิ่งต่างๆ เขาจึงได้ใช้คำว่า "คลื่น"
เพราะมันหมายถึง
ความเปลี่ยนแปลงระลอกใหญ่และมันจะจางหายไปโดยมีระลอกใหม่เกิดมาแทนที่
คลื่นลูกที่
1 ยุคเกษตรกรรม มีลักษณะคือ จากมนุษย์เร่ร่อน
ก็เริ่มลงหลักปักฐาน "สร้างสมความรู้ด้านการเพาะปลูกและเลี้ยงสัตว์"
เพื่อยังชีพ มีที่ดินเป็น "ฐานการผลิต" ผลิตตามความจำเป็นของชุมชน
(เอาไว้ใช้เอง) จึงทำให้เศรษฐกิจมีลักษณะกระจาย ทำของใครของมัน
คลื่นลูกที่
2 ยุคอุตสาหกรรม ได้แพร่หลายเพราะประเทศที่เป็นเจ้าของเทคโนโลยีเหล่านี้ องค์ความรู้ใหม่ๆได้เกิดขึ้นเป็นอย่างมาก
อันเนื่องมาจากการคิดค้นพัฒนาเทคโนโลยีการผลิต การจัดจำหน่าย การพัฒนาผลิตภัณฑ์
การตลาด การค้า การขนส่ง และยังมีองค์ความรู้ในด้านสังคมศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย เช่น
รัฐศาสตร์ พาณิชย์ศาสตร์
รวมไปถึงการพัฒนาแนวคิดของระบบทุนนิยมและสังคมนิยมที่มีความขัดแย้งกันอย่างรุนแรงอีกด้วย
คลื่นลูกที่
3 ยุคเทคโนโลยีข่าวสารข้อมูล เทคโนโลยีคอมพิวเตอร์พัฒนาขึ้นมากและรวดเร็ว
ประกอบกับความพยายามในการทำให้เครื่องคอมพิวเตอร์เชื่อมต่อกันเพื่อการสื่อสารกัน
กลายเป็นระบบเครือข่าย (network system) ซึ่งมีส่วนสนับสนุนการแลกเปลี่ยนและใช้ประโยชน์องค์ความรู้ในแขนงอื่นๆ
และองค์ความรู้ที่สะสมมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน จากยุคเกษตรกรรม อุตสาหกรรม
เทคโนโลยี ซึ่งส่งผลให้เกิดการสังเคราะห์องค์ความรู้ใหม่ได้อย่างกว้างขวาง
คลื่นลูกที่
4 ยุคนวัตกรรม ภายใต้ระบบทุนนิยมและระบบการค้าเสรี ทำให้มีการแข่งขันกันอย่างสูง
และความรู้ที่จะนำมาใช้ในการทำงานและการพัฒนาธุรกิจมีอยู่ทั่วไป
ซึ่งผู้ที่รู้จักใช้ประโยชน์จากองค์ความรู้เดิมจะสามารถนำมาต่อยอดให้เกิดเป็นนวัตกรรมใหม่ๆได้
และทำให้เกิดการปกป้องนวัตกรรมของตนเองโดยการจดสิทธิบัตรหรือการจดทะเบียนเครื่องหมายการค้า
หรือลิขสิทธิ์ เพื่อให้นวัตกรรมที่ตนคิดค้นขึ้นมานั้นได้รับการคุ้มครอง
และสินค้าหรือบริการที่จะอยู่ในตลาดได้อย่างยาวนาน ต้องลอกเลียนแบบได้ยาก
คลื่นลูกที่ 5 ยุคทรัพย์สินทางปัญญา เป็นยุคที่การพัฒนาจะวัดจาก
"ปริมาณทรัพย์สินทางปัญญา" และนอกจากนี้จะต้องมีการสนับสนุนการทำงานของ knowledge worker เพื่อให้องค์กรได้รับประโยชน์สูงสุดจากทรัพยากรมนุษย์แต่ละคน
รวมไปถึงต้องมีความพยายามในการจัดการให้องค์ความรู้ที่จำเป็นอยู่กับองค์กรให้ได้มีการจัดระเบียบความรู้
(ทุนทางปัญญา) ต้องมีสมรรถภาพในการจัดเก็บ รวบรวม วิเคราะห์ สังเคราะห์
จัดหมวดหมู่และค้นคืนได้อย่างมีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อการใช้งานสร้างองค์กรและวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้เตรียมปัจจัยให้เอื้อต่อการเรียนรู้
เน้นความรู้เกี่ยวกับ ทุนลูกค้า ทุนมนุษย์ และทุนโครงสร้าง
เพื่อสร้างความได้เปรียบด้านการแข่งขันให้กับพนักงาน
รวมไปถึงความสามารถในการสร้างนวัตกรรมใหม่ๆในการพัฒนาสินค้าและบริการ
4.พื้นฐานด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี
ในระยะหลังมาวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมีความเจริญขึ้นเป็นอย่างมาก ส่งผลให้หลักสูตรและการศึกษามี ความจำเป็นที่จะต้องปรับตัว หลักสูตรในยุคแห่งข้อมูลข่าวสารนั้นจะต้องเป็นหลักสูตรที่ช่วยให้ผู้เรียนมีศักยภาพทางด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีและพร้อมรับความเปลี่ยนแปลงต่างๆ รวมถึงจะต้องนำวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ในการจัดกระบวนการเรียนการสอนด้วย
แหล่งที่มา: http://onjariya.blogspot.com/2013/03/4.html http://th.wikipedia.org/wiki/%E0%B8%9B%E0%B8%A3%E0%B8%B1%E0%B8%8A%E0%B8%8D% E0%B8%B2
http://www.oknation.net/blog/print.php?id=458052

ไม่มีความคิดเห็น:
แสดงความคิดเห็น